ศิลปะ จากทุกแขนง ที่ถูกบรรจงสร้างจากศิลปินต่างๆ เรารวบรวมมาให้คุณที่นี่

ศิลปะ จากทุกแขนง ที่ถูกบรรจงสร้างจากศิลปินต่างๆ เรารวบรวมมาให้คุณที่นี่

ความตายในสายตาศิลปิน ศิลปะแห่งการสูญเสีย

ความตายในสายตาศิลปิน

ท่ามกลางความแตกต่างหลากหลายของมวลมนุษย์ เชื้อชาติ สีผิว ภาษา ศาสนา ความเชื่อ มีสิ่งหนึ่งที่เราทุกคนเหมือนกันอย่างปฏิเสธไม่ได้ นั่นคือ เราทุกคนต้องตาย

ความตายในสายตาศิลปิน

By the Deathbed (1896) / Edvard Munch

“ความเจ็บป่วย ความบ้าคลั่ง และความตายเป็นดั่งยมทูตที่เฝ้ามองผมในเปลนอน แล้วนับแต่นั้นก็ตามติดผมมาทั้งชีวิต” สุดยอดศิลปิน Edvard Munch เขียนไว้ในสมุดบันทึก

ประโยคดังกล่าวอธิบายสาเหตุที่เขามักบอกเล่าด้านหม่นมืดของชีวิตผ่านภาพวาดของตน ซึ่งจริงๆ แล้วก็ไม่ใช่แค่มันช์หรอก เพราะศิลปินในยุคเดียวกันต่างก็สนใจและใคร่ครวญประเด็นดาร์กๆ เหมือนกัน ด้วยผู้คนยุคนั้นต้องรับมือกับโรคร้ายแรงอย่างวัณโรค ความตายจึงเป็นประเด็นที่อยู่ในมโนสำนึกของผู้คนแทบจะตลอดเวลา อย่างมันช์เองก็ได้เป็นพยานต่อการจากไปของแม่และพี่สาวตั้งแต่ยังเด็ก แถมตัวเองก็เคยล้มป่วยอย่างหนักด้วยเช่นกัน

อย่างที่ชื่อบอกใบ้อยู่แล้ว ภาพ By the Deathbed ไม่ได้โฟกัสที่ผู้จากไป แต่พาผู้ชมสำรวจกิริยาท่าทางและอารมณ์ของผู้ที่กำลังไว้อาลัยอยู่ข้างเตียง ขณะที่คนอื่นกำลังก้มหน้าร้องไห้ หญิงสาวที่มีใบหน้าซูบตอบราวกับโครงกระดูกกลับมองตรงมาที่ผู้ชม ราวกับจะบอกพวกเราว่า วันหนึ่งความตายจะมาเยือนเราเช่นกัน

 

Head of a Skeleton with Burning Cigarette (1886) / Vincent Van Gogh

หากมองภาพนี้เผินๆ เราอาจไม่รู้ว่านี่คือฝีมือเดียวกับเจ้าของ Starry Night

ศิลปินชื่อดังได้วาดภาพนี้ไว้ตั้งแต่สมัยยังเรียนอยู่ที่สถาบันศิลปะในเมือง Antwerp โดยโครงกระดูกในภาพเป็นเป็นตัวแบบในชั้นเรียนกายวิภาคศาสตร์ แต่ภาพดังกล่าวเกิดขึ้นจากการวาดเล่นๆ เท่านั้น ไม่ใช่การทำงานที่ได้รับมอบหมายจากอาจารย์แต่อย่างใด

ฟาน ก็อกฮ์วาดภาพนี้ตอนที่มีปัญหาสุขภาพอย่างหนัก ทั้งท้องไส้ที่ไม่ค่อยดี ทั้งอาการผุพังของฟัน นักวิจารณ์ศิลปะจึงมองว่าภาพนี้เป็น memento mori (การระลึกว่าทุกคนต้องตาย) ของศิลปินชาวดัตช์ แต่ด้วยเซนส์ของความประชดประชันที่อยู่ในภาพ (การที่คนตายยังสูบบุหรี่) นักวิจารณ์บางคนจึงตีความว่าภาพดังกล่าวเป็นการท้าทายและขัดขืนความตายต่างหาก

 

Death of Casagemas (1901) / Pablo Picasso

เมื่อเพื่อนศิลปินคนสนิทอย่าง Carles Casagemas ตัดสินใจจบชีวิตตัวเองด้วยไม่อาจทนความขมขื่นจากรักที่ขื่นขม ศิลปินชื่อก้อง Pablo Picasso จึงวาดรูปสีน้ำมันเพื่อแสดงความระลึกถึงผู้จากไป รวมทั้งปลดปล่อยความโศกเศร้าของตนลงบนผืนผ้าใบ

แม้รูป Death of Casagemas จะไม่ใช่ผลงานที่โด่งดังหรือเลอเลิศที่สุดของปิกัสโซ่ แต่มันเป็นผลงานชิ้นสำคัญที่ก่อให้เกิด Blue Period หรือช่วงเวลาที่ศิลปินเอกวาดแต่รูปโทนสีน้ำเงิน ซึ่งที่บอกเล่าด้านหม่นเศร้าของชีวิต เช่น ความยากไร้ ความเจ็บป่วย และความตาย โดยหนึ่งในผลงานจากช่วงนี้ที่เราทุกคนรู้จักกันดีคือ The Old Guitarist (1903-1904)

 

Death and Life (1908-1915) / Gustav Klimt

งานชิ้นนี้เกิดจากที่ศิลปินชาวออสเตรียน Gustav Klimt หยิบยก Dance of the Death (ระบำมรณะ) ศิลปะแนว memento mori ซึ่งเป็นที่นิยมมากในยุคกลาง มานำเสนอใหม่ในรูปแบบอาร์ตนูโว พร้อมใส่ดีเทลละเอียดอ่อนอันเป็นเอกลักษณ์ของตน

โดยธรรมเนียมแล้ว ‘ความตาย’ ซึ่งถูกอุปมาแบบบุคคลวัตให้เป็นโครงกระดูก มักจะถือเคียวหรือนาฬิกาทราย แต่คลิมท์เลือกให้ ‘ความตาย’ ของตนถือตะบอง และเลือกวาด ‘ชีวิต’ เป็นกลุ่มก้อนของผู้คนหลากหลายช่วงวัย

ซึ่งข้อนี้น่าจะตีความได้ว่า ไม่ว่าจะอายุเท่าไหร่ ก็ไม่มีใครหนีความตายได้ แต่ในขณะเดียวกันช่วงวัยที่ต่อเนื่องกันตั้งแต่เด็กน้อยจนถึงแก่เฒ่ายังสื่อให้เห็นวงจรชีวิตของมนุษย์ ไม่ว่าความตายจะพรากไปกี่ชีวิต ชีวิตอื่นๆ ก็ยังเกิดขึ้นใหม่ วงล้อแห่งชีวิตจึงหมุนเวียนต่อไปได้ไม่รู้จบ

 

Girl with Death Mask (1938) / Frida Kahlo

ความเจ็บป่วยและความตายเป็นธีมที่เราพบเจอบ่อยๆ ในผลงานของ Frida Kahlo เนื่องด้วยตัวเธอเองผ่านประสบการณ์เฉียดตายมาครั้งหนึ่ง และต้องทุกข์ทรมานกับบาดแผลและความผิดปกติจากเหตุการณ์นั้นจนถึงวันสุดท้ายของชีวิต

แม้คาห์โลจะมีหลากหลายผลงานที่เกี่ยวข้องกับความตาย แต่เราขอหยิบยก Girl with Death Mask มาเป็นตัวอย่าง เพราะหน้ากากรูปหัวกระโหลกที่เด็กน้อยสวมอยู่นั้นเหมือนหน้ากากที่ผู้คนนิยมใส่ในเทศกาล Day of the Death ประเพณีสำคัญซึ่งชาวเม็กซิกันเฉลิมฉลองให้กับความตายและรำลึกถึงบรรพบุรุษที่จากไป นี่จึงเป็นอีกครั้งที่รากเหง้าของเธอเองถูกส่งผ่านออกมาผ่านภาพวาด เป็นอันหนึ่งอันเดียวกับจิตวิญญาณของคาห์โล อย่างที่เรารับรู้ได้เสมอมา

CR: thematter

Tags

แชร์:

บทความที่เกี่ยวข้อง
เรื่องอื่นๆ