ศิลปะ จากทุกแขนง ที่ถูกบรรจงสร้างจากศิลปินต่างๆ เรารวบรวมมาให้คุณที่นี่

ศิลปะ จากทุกแขนง ที่ถูกบรรจงสร้างจากศิลปินต่างๆ เรารวบรวมมาให้คุณที่นี่

มินิมอลลิสม์ ศิลปะแห่งการลดทอน

มินิมอลลิสม์

มินิมอลลิสม์ เป็นกระแสเคลื่อนไหวทางศิลปะที่ถือกำเนิดขึ้นในนิวยอร์กช่วงต้นทศวรษ 1960 เป็นปฏิกิริยาต่อต้านศิลปะแนวแอ็บสแตร็กต์เอ็กซ์เพรสชั่นนิสม์ ที่เฟื่องฟูในอเมริกาในช่วงก่อนหน้า ที่ทำงานศิลปะแนวสลัดสี สาดสี เทสี เพื่อแสดงออกทางอารมณ์ ศิลปินรุ่นต่อมาเกิดเบื่อหน่าย และรู้สึกว่า ลำพังอารมณ์ความรู้สึกไม่ใช่ทางออก และไม่สามารถสื่อสารความคิดได้ แต่เป็นเพียงความงามที่เกิดจากความชำนาญในทักษะศิลปะ พวกเขาจึงคิดค้นแนวทางการทำงานศิลปะที่ละทิ้งอารมณ์ความรู้สึก ด้วยการใช้เทคนิคการผลิตหรือเครื่องไม้เครื่องมือจากโรงงานหรือระบบอุตสาหกรรม

น่าตลกดีที่การผลิตซ้ำในระบบอุตสาหกรรมที่เคยเป็นศัตรูกับงานศิลปะในยุคหนึ่ง กลับกลายเป็นกระบวนการที่ใช้ในการสร้างงานศิลปะในอีกยุคหนึ่งแทน

นอกจากจะละทิ้งอารมณ์ความรู้สึกแล้ว ศิลปินเหล่านี้หลีกเลี่ยงการทำงานที่แอบแฝงสัญลักษณ์ เรื่องราว หรือการอุปมาเปรียบเปรยถึงสิ่งอื่นใด หากแต่หันมาให้ความสำคัญกับเนื้อแท้และสาระสำคัญของวัตถุหรือวัสดุที่ใช้ในการสร้างงานแทน จนเกิดเป็นการสร้างสรรค์แบบใหม่ที่จงใจหลีกเลี่ยงหรือแม้แต่ล้มล้างสุนทรียะและความงามทางศิลปะแบบเดิมๆ ลงอย่างสิ้นเชิง

ศิลปะมินิมอลลิสม์ ขยายขอบเขตแนวคิดของศิลปะแนวนามธรรม (Abstract art) ที่ว่า ศิลปะควรมีความจริงแท้เป็นของตัวเอง โดยไม่ต้องลอกเลียนสิ่งอื่นใด เพราะเรามักจะคิดว่า ศิลปะคือการนำเสนอภาพแทนจากมุมมองในโลกแห่งความเป็นจริง (ไม่ว่าจะเป็นภาพแทนของบุคคล ทิวทัศน์ หรือวัตถุข้าวของต่างๆ ยกตัวอย่างเช่น ภาพวาดซุปกระป๋อง ก็เป็นภาพแทนของซุปกระป๋องของจริงนั่นแหละนะ) หรือเป็นการสะท้อนประสบการณ์ภายในของบุคคลอย่างอารมณ์ ความรู้สึกนึกคิด (แบบเดียวกับงานศิลปะแอ็บสแตรกต์เอ็กซ์เพรสชันนิสม์) เป็นอาทิ แต่ศิลปินมินิมอลลิสต์ไม่พยายามนำเสนอภาพแทนเหล่านั้น พวกเขาต้องการให้ผู้ชมมองเห็นและตอบสนองต่อสิ่งที่อยู่ข้างหน้าพวกเขาอย่างตรงไปตรงมา

ดังนั้น สื่อ วัสดุ หรือสิ่งที่ศิลปินใช้สร้างเป็นตัวงาน จึงเป็นความจริงแท้ด้วยตัวมันเอง ไม่ได้เป็นตัวแทนของอะไรทั้งสิ้น ดังคำกล่าวของศิลปินผู้เป็นต้นแบบของมินิมอลลิสม์อย่าง แฟรงค์ สเตลล่า (Frank Stella) ที่ว่า “What you see is what you see” (สิ่งที่คุณเห็น ก็คือสิ่งที่คุณเห็นนั่นแหละ)

ศิลปินมินิมอลลิสต์เชื่อว่า สุนทรียะในงานศิลปะของพวกเขาคือการนำเสนอรูปแบบและคุณค่าของความงามอันบริสุทธิ์เที่ยงแท้ (เพราะมันไม่ได้เสแสร้งหรือพยายามเป็นอะไรมากไปกว่าตัวของมันเอง) นั่นก็คือความเรียบง่าย ความมีระเบียบ และความสอดประสานกลมกลืนทางทัศนธาตุนั่นเอง

ปฏิกิริยาจากนักวิจารณ์ศิลปะ
เมื่อผลงานศิลปะแบบมินิมอลลิสม์ถูกแสดงในหอศิลป์ในนิวยอร์กเป็นครั้งแรกในปี 1963 และในพิพิธภัณฑ์อีกหลายแห่งในเวลาต่อมา นักวิจารณ์ศิลปะส่วนใหญ่ในเวลานั้น (ยังไม่นับสาธารณชนทั่วไปที่ได้ชมงาน) ยังไม่ทันได้เตรียมตัวเตรียมใจรับมือกับสิ่งที่เขาได้พบเห็น พวกเขารู้สึกสับสนและประหลาดใจกับวัตถุข้าวของธรรมดาสามัญที่ดูไม่เป็นศิลปะเอาเสียเลย ที่ถูกนำมาแสดงในหอศิลป์

ความสับสนประหลาดใจนั้นก็ถูกแสดงออกมาเป็นชื่อที่นักวิจารณ์เหล่านั้นเรียกขานกระแสเคลื่อนไหวทางศิลปะที่เกิดขึ้นใหม่ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ที่ยากจะทำความเข้าใจเหล่านี้ อาทิ A.B.C. art, Cool art, Rejective art, Reductive art, literalism art, systemic painting และ Art of the Real แต่ในที่สุดก็มาลงตัวที่ชื่อ มินิมอลลิสม์ (Minimalism) ซึ่งเป็นชื่อที่น่าจะโดนที่สุด อาจเพราะมันนิยามวิถีทางที่ศิลปินลดรูปแบบและองค์ประกอบทางศิลปะให้เหลือจำนวนน้อยนิดที่สุด ไม่ว่าจะเป็นสีสัน รูปทรง เส้นสาย และพื้นผิว คำว่า Minimal ถูกใช้เป็นครั้งแรกในปี 1965 โดยนักปรัชญาศิลปะชาวอังกฤษ ริชาร์ด โวลไฮม์ (Richard Wollheim) ในข้อเขียนที่มีชื่อว่า Minimal Art ของเขา

เปรียบเทียบให้เข้าใจง่ายๆ ก็คือ ถ้าป็อปอาร์ตหยิบเอาเรื่องราวและสิ่งของรอบตัวทั่วไปที่คนรู้จักคุ้นเคยและนิยมชมชอบมาใช้ทำงานศิลปะ มินิมอลลิสม์ก็ไปไกลและหนักข้อยิ่งกว่า ด้วยการหยิบเอาวัตถุดาษดื่นธรรมดาสามัญที่คนส่วนใหญ่มองข้ามมาทำเป็นงานศิลปะนั่นแหละ

อิทธิพลทางความคิด ก่อนจะมาสู่ ‘มินิมอลลิสม์’
มินิมอลลิสม์ ได้รับอิทธิพลทางความคิดมาจากงานจิตรกรรมนามธรรมแบบเรขาคณิต (Geometric Abstraction) ของกลุ่มเบาเฮาส์ และศิลปินในกระแสเคลื่อนไหวทางศิลปะ De Stijl อย่าง พีต มอนเดรียน (Piet Mondrian) ที่ลดทอนรูปแบบและเรื่องราวในภาพวาดจนเหลือแต่รูปทรงเรขาคณิต เส้นสาย และสีสันพื้นฐานอันเรียบง่าย หรือผลงานศิลปะนามธรรมในกระแสเคลื่อนไหวทางศิลปะ Suprematism ที่นำโดยจิตรกรชาวรัสเซีย คาซิมีร์ มาเลวิช อย่าง ภาพ Black Square (1915) หรือ สี่เหลี่ยมสีดำธรรมด๊าธรรมดาอันเลื่องลือ

และกระแสเคลื่อนไหวทางศิลปะ รัสเซียนคอนสตรัคติวิสม์ (Russian Constructivism) ที่ใช้รูปทรงเรขาคณิต การผลิตแบบแยกชิ้นส่วน และการใช้วัสดุแบบอุตสาหกรรมในการสร้างผลงานศิลปะ หรือผลงานของประติมากรชาวโรมาเนีย คอนสแตนติน บรังคูซี (Constantin Brâncuși) ที่ใช้รูปทรงเรขาคณิตและแพทเทิร์นซ้ำๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในผลงานประติมากรรม Endless Column (1935)

และผลงาน จิตรกรรมเอกรงค์ (Monochrome Paintings) ของศิลปินชาวฝรั่งเศส อีฟว์ คไลน์ (Yves Klein) (ที่วาดด้วยสีน้ำเงินที่เขาคิดค้นขึ้นมาเอง) ที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นผู้บุกเบิกพัฒนาการของศิลปะมินิมอล

หรือผลงานศิลปะเรดี้เมดส์ ของ มาร์เซล ดูชองป์ ซึ่งเป็นแรงบันดาลใจและต้นแบบของการใช้วัสดุสำเร็จรูปที่ผลิตในระบบอุตสาหกรรมมาทำเป็นงานศิลปะ

รวมถึงผลงานจิตรกรรมของศิลปินแอ็บสแตร็กต์เอ็กซ์เพรสชันนิสม์อย่าง แฟรงค์ สเตลลา (Frank Stella) ในช่วงปลายยุค ’50s ที่มีรูปแบบที่ต่อต้านความเป็นแอ็บสแตร็กต์เอ็กซ์เพรสชันนิสม์ อย่าง Black Paintings (1958-60) ภาพวาดริ้วแถบสีดำหนาบนพื้นขาว ที่ราบเรียบ ไร้ฝีแปรง แบนราบ รวมถึงผลงานจิตรกรรมแถบสีที่ไม่อยู่ในกรอบสี่เหลี่ยมตายตัว และผลงานจิตรกรรมสามมิติ ที่ขยายขอบเขตความเป็นไปได้ของงานจิตรกรรม มากกว่าการอยู่ในกรอบสี่เหลี่ยมที่ถูกแขวนเป็นเครื่องประดับบนผนัง ผลงานของเขามีความเป็นส่วนผสมระหว่างานจิตรกรรม ประติมากรรม และสถาปัตยกรรม อันเป็นลักษณะที่ส่งอิทธิพลให้กับจิตรกรรมแบบมินิมอลลิสต์อย่างสูง และอันที่จริงเขาเองก็ถูกยกให้เป็นต้นแบบของศิลปินมินิมอลลิสต์อีกด้วย

ศิลปินมินิมอลลิสต์ สร้างสรรค์ผลงานศิลปะที่ดูคล้ายกับข้าวของเครื่องใช้ที่ถูกสร้างขึ้นจากโรงงาน เพื่อปฏิวัติคำจำกัดความเดิมๆ ของศิลปะที่เคยผูกติดกับการเล่าเรื่องของศิลปินไปอย่างสิ้นเชิง ด้วยการใช้วัสดุสำเร็จรูปที่ผลิตจากระบบอุตสาหกรรม ที่มีรูปทรงเรขาคณิตอันเรียบง่ายและซ้ำๆ กัน เพื่อเน้นย้ำตัวตนของมันบนพื้นที่แสดงงาน และบังคับให้ผู้ชมเผชิญหน้ากับขนาดและการจัดวางของรูปทรงเหล่านั้นอย่างตรงไปตรงมา และสัมผัสกับประสบการณ์ทางกายภาพของมันอย่างรูปทรง สัดส่วน ความสูง น้ำหนัก แรงโน้มถ่วง พื้นผิว หรือแม้แต่แสงและเงา

ศิลปะมินิมอลลิสม์ ถือกำเนิดขึ้นเคียงคู่กับกระแสเคลื่อนไหวทางศิลปะอีกแนวทางอย่าง ศิลปะคอนเซ็ปชวล (Conceptual art) ซึ่งศิลปินมินิมอลลิสต์หลายคนก็ทำงานในแนวทางนี้ควบคู่กันไปด้วย นอกจากนั้น พวกเขายังมีบทบาทในฐานะนักเขียน ผู้เขียนทฤษฏีและบทความเชิงวิชาการที่สนับสนุนและขับเคลื่อนกระแสเคลื่อนไหวทางศิลปะทั้งสองแบบนี้ให้ขยายขอบเขตกว้างไกลกว่าเดิม

ที่มา: themomentum

Tags

แชร์:

บทความที่เกี่ยวข้อง